19 April 2018

"Life is like a roller coaster. It has its ups and downs. But it is your choice to scream or enjoy the ride."

(ชีวิตก็เป็นเหมือนกับรถไฟเหาะ มันจะต้องมีทั้งขึ้นและลง แต่มันก็เป็นทางเลือกของคุณว่าจะกรีดร้องด้วยความกลัวหรือจะสนุกไปกับมัน)

ตลอดชีวิตเรานี้ มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเปลี่ยนจากทารกไม่ประสีประสา เปลี่ยนไปเป็นเริ่มมีพัฒนาการความรู้ โตมาเปลี่ยนแปลงเจอเพื่อน เรียนรู้สังคม จนถึง เรียนรู้ที่จะใช้ชีวิต เรียนรู้ที่จะมีจุดมุ่งหมาย การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในแต่ละครั้ง ถือ เป็นจุดเริ่มของประสบการณ์ใหม่ๆ สิ่งที่สอดแทรก ในจุดเปลี่ยน คือ การเรียนรู้ การเผชิญกับความรู้สึก เชื่อว่าทุกคน เคยผ่านความรู้สึก ต่างกันตรงที่ ความรู้สึกนั้นจะแตกต่างกันไป บางคนกลัว บางคนก็รู้สึกท้าทาย บางคนเหนื่อย ท้อ กับชีวิต ท้ายที่สุด...,มันก็จะผ่านความรู้สึกนั้นมาได้ อยู่ที่ว่าการข้ามผ่านความรู้สึก แต่ละคนต้องใช้เวลา และ วิธีการต่างกันออกไป


การเปลี่ยนแปลงนั้นไม่เคยอยู่ห่างไกลตัวเราเลย..ทำยังไงที่จะรับมือกับความรู้สึก ไม่สู้ดี ลองรับรู้ความรู้สึกของตนเอง อย่าหนีความรู้สึกของตนเอง รับฟังมัน การรับรู้อารมณ์ และความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของการรู้จักตนเอง และลองผ่านมันมาให้ได้ 



ทั้งนี้ในเมื่อเรารู้แล้ว ต่อไปเราก็สามารถเริ่มเตรียมตัวเองให้พร้อมรับสถานการณ์ใหม่ ลองสมมุติวิธีการเรียนรู้สิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่ พูดง่ายง่าย คือ มีการเตรียมความพร้อมพบการเปลี่ยนแปลงในชีวิตที่ไม่สามารถควบคุมได้ การยอมรับสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่อาจเป็นเรื่องยาก แต่เราก็สามารถทำตัวเองให้ยอมรับได้ด้วยการยืนยันกับตนเองแบบที่เรายอมรับในใจ

ต่อไปนี้ใช้เวลาปรับตัวให้ชินกับชีวิตแบบใหม่ เป็นวิธีการรับมือที่สำคัญ การเปลี่ยนแปลงใดๆ มันคงต้องใช้เวลาในการปรับตัว "อยู่กับความเป็นจริง"

เมื่อเผชิญกับการเปลี่ยนแปลง ลองมองการเปลี่ยนแปลงเป็นโอกาส ที่จะได้มองชีวิตตนเองอีกครั้ง เราจะได้เห็นว่ากำลังนำชีวิตไปในทางที่ดี ถึงแม้บางครั้งจะต้องเจ็บปวด แต่การเปลี่ยนแปลงก็นำมาซึ่งสิ่งดีๆจำไว้ว่าการเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้งจะให้โอกาสเดินทางไปสู่อนาคตที่ก่อนหน้านี้ไม่อาจได้รับ..


Nuch-Cha

@บ้านสวนริมคลอง ฉะเชิงเทรา 12:37 /20/4/2561

25 April 2016

7 เทรนด์ฮอตที่จะครองโลกธุรกิจผ่านโมบายปี 2016

 
การใช้งานกระเป๋าเงินออนไลน์เพิ่มขึ้น
 
ในปี 2015 เราได้เห็นเทคโนโลยีกระเป๋าเงินออนไลน์เฟื่องฟูขึ้น เนื่องจากช่วยให้การจับจ่ายซื้อของได้ง่ายขึ้น ผู้คนที่ครั้งหนึ่งเคยไม่กล้าแชร์ข้อมูลธนาคารของตนเองผ่านระบบออนไลน์ ก็คิดว่ากระเป๋าเงินออนไลน์เป็นวิธีที่ดีในการจ่ายเงินซื้อสินค้าและบริการออนไลน์ ในอินเดีย ผู้ให้บริการกระเป๋าเงินออนไลน์หลายเจ้า ทั้ง Mobikwik, Paytm, PayUmoney และ Oxigen เติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และในระดับโลก บริการของ Google Wallet, Apple Passbook และ Paypal ก็ได้สร้างนวัตกรรมใหม่ให้กับการช้อปปิ้งออนไลน์ของผู้คน
 
ตามข้อมูลจาก Verifone จำนวนผู้ใช้งานกระเป๋าเงินออนไลน์เพิ่มขึ้น 4% ในสหรัฐฯ โดยเหตุผลสำคัญที่ทำให้การใช้กระเป๋าเงินออนไลน์ได้รับความนิยมสูง เนื่องจากลูกค้าสามารถประหยัดเงินได้มากจากการใช้งาน กระเป๋าเงินออนไลน์เหล่านี้ผูกติดกับบริษัทอีคอมเมิร์ซชื่อดังต่างๆ รวมถึงผู้ให้บริการอื่นๆ ช่วยให้ขั้นตอนการจ่ายเงินง่ายกว่าเดิมสำหรับผู้ใช้
 
 
ประโยชน์ของกระเป๋าเงินออนไลน์หลักๆ มี 3 ข้อ ได้แก่ หนึ่ง ผู้ใช้สามารถทำการจ่ายเงินออนไลน์ได้อย่างสะดวกไม่ยุ่งยาก สอง ผู้ให้บริการกระเป๋าเงินออนไลน์จะได้ค่าคอมมิชชันจากเว็บอีคอมเมิร์ซต่างๆ และ สาม รายได้ที่ได้รับจากเว็บอีคอมเมิร์ซจะสูงขึ้น เพราะยอดขายของเว็บดีขึ้น
 
การแจ้งเตือนแบบเฉพาะบุคคล
 
แอปพลิเคชันมือถือไม่ใช่สิ่งที่จะเปิดตัวเสร็จแล้วก็ลืมมันไป หากเราต้องการดึงดูดลูกค้าให้ยังคงใช้งานแอปของเรา แอพจะต้องมอบประสบการณ์การใช้งานที่พิเศษให้กับผู้ใช้แต่ละคน เช่น หากคุณจองตั๋วเครื่องบินผ่านแอป แอปนั้นก็ควรบอกข้อมูลสถานะของเที่ยวบิน หรือนำเสนอส่วนลดโรงแรมในเมืองที่คุณกำลังจะเดินทางไป
 
การแจ้งเตือนแบบเฉพาะบุคคลช่วยเปลี่ยนมุมมองที่ผู้ใช้มีต่อแอปได้
 
ทุกคนชอบให้ตัวเองได้รับความสนใจ และข้อความแจ้งเตือนที่แสดงให้เห็นถึงการใส่ใจลูกค้านี้ก็มักจะได้รับการตอบรับที่ดี แอปพลิเคชันซื้อขายสินค้าจึงควรตอบรับเทรนด์นี้ในสไตล์ของตัวเอง เช่น แจ้งเตือนเมื่อสินค้าที่ลูกค้าเคยกดเข้าไปดูรายละเอียดหรือเคยเพิมเข้าตะกร้าสินค้าลดราคา
 
 
ดีพลิงค์ในทุกที่
 
48% ของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตเสิร์ชหาสินค้าและบริการผ่านเสิร์ชเอ็นจิน นี่คือจุดที่การทำดีพลิงค์ (Deep Linking) เข้ามามีบทบาท โดยเราสามารถลิงค์ให้ผลการค้นหาเข้าสู่หน้าสินค้าในแอปของเราได้โดยตรง หรือหากผู้ใช้ยังไม่เคยดาวน์โหลดแอปของเรา ลิงค์นั้นจะพาเข้าสู่หน้าดาวน์โหลดแอปให้อัตโนมัติ
 
อย่างไรก็ตาม เราไม่ควรจำกัดการดีพลิงค์ไว้แค่ในเสิร์ชเท่านั้น การดีพลิงค์ควรแทรกซึมอยู่ทุกที่ โดยเฉพาะในโซเชียลมีเดีย การโฆษณาผ่านโซเชียลควรสร้างดีพลิงค์เข้าไปยังแอป เพื่อให้เมื่อผู้ใช้คลิกที่โฆษณา จะได้เข้าไปที่หน้าสินค้าในแอปได้โดยตรง มีรายงานว่าการทำดีพลิงค์ช่วยเพิ่มยอดขายให้กับบริษัทอีคอมเมิร์ซถึง 12-15%
 
ส่วนลดพิเศษเฉพาะในแอป
 
หลายธุรกิจต่างปรับตัวเข้าสู่โลกโมบาย 80% ของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตมีสมาร์ทโฟนเป็นของตัวเอง และการใช้งานโมบายแอปคิดเป็น 89% ของเวลาที่ผู้ใช้ใช้งานสมาร์ทโฟน ตัวเลขเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันที่ชัดเจนว่า ยุคแห่งโมบายแอปมาถึงแล้ว แต่ปัญหาก็คือผู้ใช้กลับเข้ามาใช้งานแอปในอัตราที่ต่ำมาก ผลการสำรวจพบว่า 25% ของแอปถูกใช้งานเพียงครั้งเดียวในช่วง 6 เดือนแรกของการดาวน์โหลด
 
ส่วนลดพิเศษเฉพาะในแอปจึงเป็นกลยุทธ์ที่จะช่วยให้แบรนด์รักษาผู้ใช้งานแอปไว้ได้ ผู้ใช้งานหลายคนถูกดึงดูดให้ดาวน์โหลดแอปและยังคงเล่นแอปต่อเพราะในแอปมีส่วนลดที่สามารถใช้งานได้ผ่านแอปเท่านั้น
 
การซื้อขายผ่านโมบายพุ่งแรง
 
ด้วยตัวเลขของผู้ใช้สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตที่เพิ่มขึ้น ทำให้การซื้อสินค้าและบริการผ่านมือถือเพิ่มสูงขึ้นแบบทวีคูณ คอนเวอร์ชันเรตของการใช้งาน “เพิ่มเข้าตะกร้าสินค้า” ทำลายสถิติสูงสุดในการใช้งานผ่านแท็บเล็ตที่ 8.58% แท็บแลตใช้งานสะดวก และกลายเป็นเครื่องมือที่ผู้ใช้เลือกในการชอปปิ้งออนไลน์เนื่องจากหน้าจอที่ใหญ่ แถมข้อมูลจากการสำรวจอีกชิ้นยังพบว่า 56% ของผู้ใช้ ชอบใช้มือถือหรือแท็บเล็ตซื้อของมากกว่าใช้พีซีหรือแล็ปท็อป
 
ในปี 2016 นี้ เราจะได้เห็นตัวเลขการซื้อขายผ่านอุปกรณ์มือถือพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก จากปัจจัยด้านค่าใช้บริการอินเทอร์เน็ตราคาถูกและราคาสมาร์ทโฟนที่ลดต่ำลง
 
หาทางเก็บสถิติการใช้งานแอปเพื่อรักษาจำนวนผู้ใช้
 
“หากคุณประเมินได้ คุณก็สามารถพัฒนาสิ่งนั้นได้” มีวิธีการเก็บข้อมูลการใช้แอปด้วยการติดตาม คำนวณ และวิเคราะห์มากมาย ซึ่งอัตราการรักษาจำนวนผู้ใช้แอปก็เป็นมาตรวัดที่ดีอันหนึ่ง ตัวเลขการการสำรวจพบว่า แอปพลิเคชันหนึ่งจะสูญเสียผู้ใช้งานไปถึง 77% ในช่วงแค่ 3 วันหลังการดาวน์โหลดแอป
 
ข้อมูลการรักษาตัวเลขผู้ใช้จะต้องติดตามและคำนวณดูว่าผู้ใช้ใช้งานอยู่ในระดับไหนก่อนที่จะออกจากแอป ข้อมูลส่วนนี้จะช่วยให้ฝ่ายพัฒนาแอปสามารถพัฒนาส่วนที่เป็นปัญหาและสร้างความแตกต่างในการใช้งานให้กับผู้ใช้ได้ด้วย
 
อีเมลแบบ Responsive คือสิ่งจำเป็น
 
ในการทำการตลาดให้กับแอป อีเมลก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม ยอดการเปิดอ่านอีเมลผ่านมือถือนั้นเพิ่มสูงขึ้นถึง 180% ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา อีเมลที่ส่งหาผู้ใช้ด้วยจุดประสงค์ในการโปรโมตจำเป็นต้องเป็นอีเมลแบบ Responsive ที่ปรับขนาดได้ตามเครื่องมือที่ผู้ใช้เปิดอ่านอีเมลนั้น ปัจจุบัน มีบริษัท 22% ปรับการแสดงผลอีเมลของตนเองก่อนส่งให้กับลูกค้าในอนาคต
 
จะเห็นได้ชัดเจนว่า เทรนด์โมบายในปี 2016 นั้นมาแรงมาก และหน้าที่ในการวางกลยุทธ์ผ่านมือถือของคุณก็น่าตื่นเต้นมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะระบบปฏิบัติการมือถือนั้น พัฒนาอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังไม่สามารถคาดการณ์ล่างหน้าได้ด้วยว่าอะไรจะเปรี้ยงหรืออะไรกำลังมา อย่างไรก็ตาม อย่างน้อยเราก็สามารถนำเทรนด์เหล่านี้มาเตรียมปรับตัวกับความท้าทายที่กลังจะเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น
 

05 September 2015


BLUE APPLE ENGLISH CENTER




ศูนย์ภาษาอังกฤษที่จะช่วยให้คุณใช้งานคล่องทั้งฟัง พูด อ่าน เขียน

แจ้งวัฒนะ นนทบุรี

โทร. 089-5409058

10 May 2015


กอด คือ การดึงพลังความรักของเขาให้มาเป็นของเรา

เขียนโดย ไพลิน ถาวรวิจิตร และ GTH Team


เคยสังเกตไหม... เวลาคุณ *"กอด" *ใคร
คุณมักซบไปทางด้านซ้ายของอีกฝ่าย
อาจเป็นเพราะนั่นคือตำแหน่งที่ตั้งของหัวใจ
หากคุณ *"กอด"* เขาไว้นานเพียงพอ
จังหวะการเต้นของหัวใจ 2 ดวง ก็จะเปลี่ยนเป็นจังหวะเดียวกัน ในที่สุด




*"กอด"* คือเสื้อกันหนาวที่มีหัวใจ ?
*Hugging* is a jacket which has a heart.

ถึงแม้คอมพิวเตอร์จะทำได้แทบทุกอย่าง แต่ข้อเสียของมันก็คือ ลุกขึ้นมา *"กอด"* คุณไม่ได้
Although a computer can do almost everything but certainly, it cannot give you *?a hug?*.

ถ้าวันหนึ่งไม่มีเธอให้ *"กอด"* แล้วฉันจะโทษใครได้ ?
If one day you are not here to *hug*, who else should I blame?



*"กอด"* คือ การแสดงความเป็นเจ้าของที่น่ารัก ?
*Hugging* is a cute expression between lovers.



แม้ชีวิตนี้คุณจะมีใครให้ *"กอด"* แม้เพียงคนเดียว นั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับการดำรงชีวิต ?
Even though you?ve got only one person in your life to *hug*, that?s enough.



*"กอด"* คือ การได้ให้และการได้รับพร้อม ๆ กัน ?
*Hugging* is at the same time, the giving and receiving.


ในอนาคต *"กอด"* อาจหายากพอ ๆ กับเวลา ?
In the near future, *?hug?* might be as hard to find as ?time?.



*"กอด"* ทำให้รู้ว่าเมื่อหัวใจอีกดวงมาเต้นอยู่ที่อกด้านขวาบ้างจะเป็นไง ?
*Hugging* displays that ?there will be a heart beat of others which keeps beating while you hug?



เมื่อคุณถูก *"กอด"* คุณจะตัวเล็กลง ?
When you are being *hugged*, you will be smaller.


แต่เมื่อคุณ *"กอด"* คนอื่น คุณจะตัวใหญ่ขึ้น ?
BUT When you *hug* someone, you will be bigger.



*"กอด"* คือคำว่า "ฉันอยู่นี่" ?
*Hugging* is ? I am here?.



*"กอด"* ทำให้รู้ว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลก ?
*Hugging* displays that we are not alone in the planet.



ภาษาพูดแทนความรู้สึกได้ดี แต่สำหรับบางเวลา *"กอด"* อาจเป็นตัวช่วยที่ดีกว่า ?
Speaking is the good way of feeling communication
but sometime *?hug?* might be a better assistance.



*"กอด"* คือ การแลกเปลี่ยน "ความลับทางอารมณ์" ระหว่างกัน ?
*Hugging* is the exchange of two people?s secret feelings and emotions.


*"กอด"* ช่วยสลายทิฐิบางอย่างในใจเรา ?
*?Hugging?* disintegrates some conviction in our minds.


เมื่อคุณกลับบ้าน สิ่งที่ควรทำหลังจาก ?สวัสดี? คือ เข้าไป *"กอด"* คนที่คุณรัก ?
When you are arrived home, thing you should do besides saying ?hello? is *hugging* the one you love.


บางครั้งเราไม่รู้หรอกว่าเราต้องการ *"กอด"* มากแค่ไหน จนกว่าจะได้เห็นคนอื่นเค้ากอดกัน ?
Sometime you may not realize to *hug* someone, once you observe it from others.



*"กอด"* คือ ทางสายกลางของการแสดงออกซึ่งความรัก ?
*Hugging* is a mind average of expression.


*"กอด"* คือ การเต้นรำในจังหวะเดียวกัน ?
*Hugging* is the some rhythm of heart beating.



*"กอด"* ทำให้รู้ว่ายังมีคนอ้วนกว่าเรา ?
*Hugging* defines that ?there will be someone who has more weight than you?.




สุดท้ายแล้วคนเราก็ต้อง *"กอด"* ตัวเองในที่แคบ ๆ


วันนี้คุณกอดใครแล้วหรือยัง ?





23 March 2015

The Law of Success ศาสตร์แห่งความสำเร็จ
 
 
The Law of Success เป็นหนังสือที่ได้รับการยอมรับสูงสุดจนเรียกได้ว่า เป็นหนังสือต้นแบบของหนังสือ Self-improvement ในปัจจุบัน ผู้แต่งคือ Dr. Napoleon Hills ท่านผู้นี้มีความสามารถและโด่งดังจนได้รับความไว้วางใจ ให้เป็นที่ปรึกษาของ ประธานาธิบดี อเมริกา ถึงสามสมัย ผู้แต่งใช้เวลา รวบรวมข้อมูลนานกว่า 20 ปีในการสัมภาษณ์บุคคล ที่ประสบความสำเร็จทั่วทั้ง สหรัฐอเมริกา เพื่อนำข้อมูล ดังกล่าวมาวิเคราะห์ว่า บุคคลเหล่านี้มีมุมมองและแนวคิดอย่างไร ที่นำพาไปสู่ความสำเร็จ ตัวอย่างบุคคลดังกล่าวคือ Henry Ford, Firestone, Thomas Edison เป็นต้น
ใจความสำคัญของหนังสือประกอบด้วยกฎทองคำ 16 ประการ เกี่ยวกับหลักปฏิบัติของผู้ที่ประสบความสำเร็จได้แก่
1. อภิจิต
คือกลุ่มคนตั้งแต่สองคนขึ้นไปที่มีแนวความคิดไปในทางเดียวกัน และมีความปรารถนาดีซึ่งกันและกัน คนที่จะประสบความสำเร็จ ได้จะต้องมี บุคคลเหล่านี้มาร่วมชีวิตหรือร่วมงานเพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลกันจนเป้าหมายที่ตั้งไว้ประสบความสำเร็จ แต่มีข้อควรระวัง ประการหนึ่งคือ คนที่คิดไม่เหมือนกับเรา ก็ไม่ได้หมายความว่า จะต้องเป็นศัตรูกับเราเสมอไป เพราะในการทำงานความคิด ที่แตกต่างในเชิงสร้างสรรค์ ย่อมเป็นสิ่งดีที่จะช่วยสร้างนวัตกรรมใหม่ได้ ดังนั้น คนที่จะเราจะเลือกมาอยู่ในทีมควร มีคนที่คิดแตกต่างแต่ไม่แปลกแยกรวมอยู่ด้วย การสร้างอภิจิตคือ การเลือกคบคน ที่จะเข้ามาในชีวิตของเราอันได้แก่ สามีภรรยา เพื่อนสนิท เป็นต้น คนเหล่านั้นจะต้องมีจิตใจที่ดี มีความเข้มแข็ง มีความเอื้ออาทร จริงใจ เต็มใจที่จะร่วมหัวจมท้ายกับเรา และมีความสามารถ ส่วนผู้ร่วมงาน ควรเลือกคนดี มีความสามารถ มีความขยันขันแข็ง หนักงาน ไม่คิดเล็กคิดน้อย ใจกว้าง และรู้จักเสียสละเพื่อส่วนรวม
2. มีเป้าหมายที่สำคัญและแน่นอน
การมีเป้าหมายที่สำคัญและแน่นอนจะทำให้ทุก ๆ พฤติกรรมของเราทั้ง การพูด ความคิด และการกระทำไม่เสียเวลาไปกับเรื่องไร้สาระ คนที่จะมีเป้าหมายที่สำคัญและแน่นอนได้ จะต้องรู้ว่า ตนเองมีความชอบ มีความถนัดในงานประเภทใดบ้าง และอยากจะเป็นอะไรในอนาคต การจะรู้ว่า ตนเองชอบสิ่งใดนั้น จะต้องรู้จักสังเกตอารมณ์ของตัวเองว่า เมื่อไรเราทำสิ่งใดแล้ว มีความสุขหรือเมื่อเจอคนในอาชีพใดแล้ว เรารู้สึกประทับใจ ส่วนความถนัดสามารถรู้ได้จาก คำชมจากคนรอบข้างว่า เราเก่งในเรื่องใดบ้าง เป็นต้น เมื่อมีเป้าหมายแล้ว ให้สร้างเป็น มโนภาพภายในจิตใจ และเขียนติดไว้ในห้องนอนอ่านทบทวนทุกวัน เพื่อสื่อกับจิตใต้สำนึกของเราเอง นอกจากนั้น เป้าหมายของเราควรเก็บไว้ เป็นความลับ จะบอกกล่าวได้ก็แต่คนที่เข้าใจเราจริง ๆ เช่น สามีภรรยา หรือเพื่อนสนิทเท่านั้น เพราะมนุษย์ทุกคนล้วนมีความลังเลสงสัย ดูถูกดูแคลน และอิจฉาริษยาอยู่ตลอดเวลา น้อยคนนักที่จะเชื่อและช่วยเสนอแนวทางให้ไปถึงซึ่งเป้าหมายนั้น และสิ่งสำคัญที่สุดคือ เราจะต้องไม่ยอมแพ้กับความยากลำบากทั้งปวง ถึงแม้ว่าจะต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจสักเพียงไหนและจะต้องใช้เวลานาน สักเพียงใด เราต้องทำได้เพราะ "ท่านทำได้ ถ้าท่านคิดว่า ท่านทำได้"
3. มีความมั่นใจในตัวเอง
ความมั่นใจเกิดจาก การรู้จักตนเองอย่างถ่องแท้ทุกแง่ทุกมุม ทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน ความชอบและไม่ชอบอะไรบ้าง สิ่งเหล่านี้จะทำให้เรา ไม่เห่อเหิมไปตามคำเยินยอของผู้อื่น เพราะเรารู้อยู่แล้วว่า เรามีจุดแข็งในด้านนี้ และเมื่อถูกวิพากษ์วิจารณ์เราก็จะไม่ห่อเหี่ยวเศร้าใจ หรือโมโห โกรธามากจนเกินไปนักเพราะเรารู้อยู่แล้วว่าเป็นจุดอ่อนซึ่งเรากำลังพยายามปรับปรุงแก้ไขอยู่และขอน้อมรับคำติชมด้วยความเต็มใจ ผู้แต่งได้เสนอวิธีการสร้างความมั่นใจคือ
1. ขจัดความกลัว มนุษย์ทุกคนมีความกลัวอยู่ 6 ประการ ได้แก่
กลัวความยากจน ความยากจนป้องกันได้ด้วยการมีนิสัยประหยัดอดออมและรู้จักใช้จ่ายอย่างพอดี
กลัวความชราภาพ สังขารย่อมร่วงโรยไปตามสภาวะธรรมชาติแต่จิตใจของเราต่างหากจะต้องไม่ร่วงโรยไปตามร่างกาย ป่วยกายแต่อย่าป่วยจิต
กลัวถูกวิพากษ์วิจารณ์ มนุษย์ส่วนใหญ่รวมทั้งตัวเราเอง มักจะมองเห็นส่วนที่ไม่ดีของผู้อื่นได้อย่างรวดเร็ว และชัดเจนมากกว่า ส่วนดีซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา ฉะนั้น เมื่อโดนวิพากษ์วิจารณ์เราต้องเลือกใส่ใจกับคำวิจารณ์ที่มาพร้อมกับทางแก้เท่านั้น คนที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างเดียว เราก็รับฟังแต่จะไม่ใส่ใจแม้ว่าจะเป็นเรื่องจริงก็ตามที
กลัวสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ยามรักกันอะไรก็ดูดีไปเสียทุกอย่าง มนุษย์จึ่งไม่อยากสูญเสียสิ่งเหล่านี้ไป แต่ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ ไม่มีสิ่งใดจีรังยั่งยืน การพลัดพรากเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไปเสียไม่ได้
กลัวสุขภาพเสื่อมโทรม หากเราดูแลสุขภาพให้ดีเสียตั้งแต่ต้น เริ่มตั้งแต่การเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และพักผ่อนให้เพียงพอ เมื่อดูแลสุขภาพดีก็ไม่จำเป็นต้องกลัวว่า มันจะเสื่อมโทรมไปก่อนวัยอันควร
กลัวความตาย ความตายเป็นเรื่องธรรมชาติ หากตอนยังมีชีวิตอยู่เราได้ให้ความเอาใจใส่ดูแลคนที่เรารักเป็นอย่างดีแล้ว การอยู่หรือการตาย ย่อมไม่ต่างกันเพราะคน ๆ นั้น จะอยู่ในใจของเราตลอดไป
2. มองโลกในแง่ดี คิดแต่ด้านบวก
ปัญหาทุกอย่างย่อมมีทางแก้ เพียงแต่เราหาทางแก้แล้วหรือยัง
มองสถานการณ์ปัญหาต่าง ๆ ให้ทะลุปรุโปร่ง เลวร้ายที่สุดของเรื่องนี้คืออะไร มีอะไรที่จะช่วยบรรเทาปัญหาเหล่านั้นได้บ้าง เมื่อเราสามารถคลี่คลายปัญหาต่าง ๆ ได้ เราจะเกิดความมั่นใจในตัวเองทันที
Resource :www.drboonchai.com
การบริหารเวลาการบริหารเวลา First things Firstยุทธวิธีการแข่งขัน (Competitive Strategy)กินกบตัวนั้นซะ ทำสิ่งที่สำคัญก่อน วันนี้เลยศาสตร์แห่งความสำเร็จ The Law of Successเพิ่มพลังสมองเป็น 10 เท่าทำไมคนเก่งจึงไม่ประสบความสำเร็จ Talent Is Never Enoughพฤติกรรมในการทำงาน - หลุมพรางเวลา Time Trapsกลยุทธ์ในการดำเนินชีวิต Life Strategyเก่งงานได้ทั้งง่ายและสนุกแนวทางในการบริหารเวลาให้มีประสิทธิภาพสูงสุดกฎ 80/20 ประยุกต์ใช้กับทุกสิ่งการจัดความสำคัญก่อนหลัง Priorityการบริหารเวลาบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพเทคนิคการประชุมแบบมืออาชีพ
© 2005-2015 NovaBizz
Read more: http://www.novabizz.com/NovaAce/Time/Law_of_Success.htm#ixzz3VDhAE5Gj

17 October 2014

วันนี้มาแชร์เรื่ององศาที่แตกต่าง มาดูกัน เรื่องราวของ"มีด"

องศาที่น่าสนใจของมีดต่างๆที่มี หลากหลาย

เช่น

มีดทำครัว จะมีองศาต่อด้านราวๆ 7 – 15 องศา

มีดพับทั่วไป จะมีองศาต่อด้านราวๆ 15 – 20 องศา

มีดล่าสัตว์ จะมีองศาต่อด้านราวๆ 20 – 25 องศา

มีดอีโต้/ปังตอ จะมีองศาต่อด้านราวๆ 20 – 30 องศา

มีดพร้า จะมีองศาต่อด้านราวๆ 25 – 35 องศา

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า คมมีดยิ่งบาง (องศาคมน้อย) มีดยิ่งคม แต่คมจะเปราะง่าย
ซึ่งในการเลือกว่ามีดเล่มไหนต้องมีองศาคมเท่าไหร่ต้องคำนึงถึงรูปแบบการใช้งานเป็นอันดับแรก

"ถ้าเอามีดที่คมบางๆ ไปฟันไม้ นอกจากจะไม่ค่อยเข้าแล้ว คมยังจะบิ่นด้วย เสียดายของ"

คิดให้ลึกๆนะ มันมีนัยสำคัญ

04 September 2014


"One man can be a crucial ingredient on a team, but one man cannot make a team."
 ~Kareem Abdul-Jabbar~

เราอาจไม่มีทางเลือกที่จะต้องรับคนรุ่นใหม่นี้เข้ามาร่วมงานด้วย แนวทางในการตั้งรับพวกเขาในมุมเหล่านี้อาจช่วยคุณได้
Gen-Y (เจ็นวาย) หรือ Y-Generation ที่หมายถึงคนรุ่นใหม่ที่อายุยังไม่เกิน 25 ปีในสมัยนี้ มักถูกพูดถึงจากผู้ที่เคยทำงานด้วยว่าเป็นกลุ่มที่ทำงานด้วยได้ยากเหลือเกิน เนื่องจากลักษณะนิสัยเฉพาะกลุ่มที่พร้อมแสดงความคิดเห็นเสมอ และมีความมั่นใจในตัวเองสูงโดยที่ไม่สนใจกับคำวิจารณ์รอบๆ ตัวแม้ว่าเรื่องนั้นอาจกลายเป็นปัญหาขึ้นมาได้ก็ตาม แถมยังถูกจัดว่าเป็นกลุ่มคนที่มีความภักดีต่อองค์กรค่อนข้างน้อย เปลี่ยนงานบ่อยที่สุดอีกด้วย
แต่ด้วยพลังทางความคิดอันเต็มเปี่ยม มุมความคิดสร้างสรรค์ พร้อมด้วยไฟในการทำงานที่ลุกโชนได้ง่ายๆ ก็ทำให้ยากจะมองข้ามคนในยุค Gen-Y ไปได้เฉยๆ เหมือนกันและเพราะสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป ถ้าเราอาจไม่มีทางเลือกที่จะต้องรับคนรุ่นใหม่นี้เข้ามาร่วมงานด้วย แนวทางในการตั้งรับพวกเขาในมุมเหล่านี้อาจช่วยคุณได้
gen y can be so confused, sometimes

เด็กรุ่นใหม่กลุ่มนี้ล้วนออกจากมหาวิทยาลัยมาพร้อมความมั่นใจที่เต็มเปี่ยมว่าพร้อมเสมอสำหรับงานใหม่ๆ ทุกอย่างที่ท้าทายตลอดเวลา แต่แม้ว่าจะมั่นใจสักแค่ไหน ถ้าเด็ก Gen-Y ทำอะไรไม่สำเร็จนั้นก็มักจะรู้สึกผิดหวังมากๆ อยู่บ่อยครั้ง นั่นเป็นสาเหตุว่าทำไมการตั้งความคาดหวังที่ไม่ชัดเจนหรือตั้งเป้าหมายที่ไม่มีทิศทางที่แน่ชัดให้ก็ยิ่งเป็นการทำร้ายพวกเขาทางอ้อมไปในตัว เพราะพวกเขามีความสุขกับการทำให้สิ่งต่างๆ บรรลุเป้าหมายได้อยู่เสมอเพื่อให้เป็นบันได้ก้าวไปสู่ความสำเร็จในอนาคตข้างหน้า แต่พวกเขาจะรู้สึกเหมือนเป็นแค่หนูถีบจักรที่วิ่งวนอยู่กับที่ในวงล้อถ้าหากทำอะไรก็ดูเหมือนไม่สำเร็จสักอย่างเลย
ไม่สำคัญว่าเป้าหมายจะเล็กหรือใหญ่ หากขั้นตอนนั้นได้รับการวางแผนไว้ในใจของเราเสร็จสรรพ และรู้ผลเป้าหมายปลายทางที่อยากได้แล้วละก็ ลองมอบใส่มือพวกเขาให้ลองจัดการมาให้สำเร็จได้เลย

การวางตัวกับผู้ร่วมงาน Gen-Y จึงเป็นเรื่องสำคัญ
โดยปกติแล้วเด็ก Gen-Y มักจะมีมุมมองว่างานของพวกเขาเหมือนกับเส้นทางของการศึกษาต่อหลังจบมหาวิทยาลัย ในช่วงแรกๆ พวกเขาจะกระหายใคร่เรียนรู้อะไรก็ตามที่อาจนำไปต่อยอดเป็นงานได้จริงๆ พวกเขาจึงพอใจกับการถูกเทรนงานใหม่ๆ เสมอๆ นั่นหมายความว่าในฐานะหัวหน้าทีม เราอาจต้องขุดความสามารถในการวางตัวเป็นพี่เลี้ยงที่ดีและพร้อมให้คำปรึกษาในหลายๆ เรื่องออกมาเตรียมให้พร้อมรอรับมือกันเลยทีเดียว ไม่เช่นนั้นมุมมองของเด็กๆ จะค่อยๆ เปลี่ยนไป ความไม่เชื่อถือและไม่ไว้ใจว่าเราจะให้ความรู้อะไรกับพวกเขาได้จริงๆ จะค่อยๆ เข้ามาแทนที่ นำไปสู่การไม่เชื่อฟังและไม่สนใจต่อคำสั่งที่ตามๆ มาในอนาคต ดังนั้นการวางตัวกับผู้ร่วมงาน Gen-Y จึงเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการรับฟัง ตั้งคำถามกลับไป การพูดอธิบาย หรือแม้กระทั่งการประเมินผลให้กับพวกเขา ล้วนแล้วแต่มีผลต่อพฤติกรรมและมีส่วนทั้งสร้างแรงผลักดันหรือบั่นทอนกำลังใจพวกเขาแทบทั้งสิ้น

เพื่อนร่วมงานหรือคนในทีมคือกุญแจสำคัญที่มีผลในการสร้างแรงผลักดันและในการตัดสินใจอยู่ทำงานต่อของคน Gen-Y เป็นอย่างมาก
เราอาจต้องยอมรับความจริงว่ามีเปอร์เซ็นต์น้อยมากๆ ที่เด็ก Gen-Y หวังจะทำงานในบริษัทเดียวตลอดไป
เมื่อดูตามลักษณะนิสัยแล้วจะพบคนกลุ่มนี้มักจะให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนๆ ในทีมมากกว่าในบริษัทเสียอีก นั่นเป็นเพราะความต้องการที่อยากให้สังคมยอมรับและเห็นว่าสังคมเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการดำเนินชีวิต และพวกเขายังคงอยู่ในวัยที่ศรัทธารูปแบบพลังมวลชนและการก้าวไปข้างหน้าพร้อมๆ กัน เหมือนกับที่ถูกปลุกเร้าให้รู้สึกเวลาพูดถึงสถาบันหรือคณะที่เรียน เป็นต้นการพยายามออกแบบงานในรูปแบบกลุ่มซึ่งทำให้มีเหตุให้ต้องทำกิจกรรมร่วมกับคนอื่นในทีมอยู่บ่อยๆ จึงล้วนแล้วแต่ทำให้คนเหล่านี้รู้สึกสนุกกับการทำงานได้มากขึ้น เป็นสิ่งที่ควรทำ

อาจเป็นเรื่องยากที่จะรักษาเด็ก Gen-Y เอาไว้ เพราะด้วยลักษณะนิสัยที่ทะเยอทะยานต้องการที่จะเติบโตทำให้พวกเขาชอบเปลี่ยนงานอยู่บ่อยๆ การคอยช่วยบอกเส้นทางอาชีพของพวกเขาในองค์กรหรือบอกโอกาสที่จะเติบโต รวมถึงเข้าใจความสนใจของพวกเขาว่าอยากทำงานลักษณะไหนเป็นพิเศษ เป็นอีกวิธีที่จะซื้อใจพวกเขาได้ในระดับหนึ่ง แต่ถ้าเราไม่สามารถหยิบยื่นโอกาสเหล่านี้ให้กับพวกเขาได้ ก็อย่าพยายามที่จะฉุดรั้งพวกเขาไม่ให้ไปหางานใหม่ที่ดีกว่า เพราะนั่นสร้างความเห็นด้านลบในใจพวกเขามากกว่าจะให้ผลดี
เราอาจต้องยอมรับความจริงว่ามีเปอร์เซ็นต์น้อยมากๆ ที่เด็ก Gen-Y หวังที่จะใช้ชีวิตวัยทำงานในบริษัทเดียวตลอดไป การค้นหาหนทางดีกว่าอยู่เรื่อยเป็นเรื่องปกติที่พวกเขามักจะทำกัน ซึ่งหากเราซื้อใจพวกเขาได้จนพวกเขารู้สึกว่าเรานี่ล่ะที่เป็นหุ้นส่วนในสายงานที่แท้จริง สักวันหนึ่งเขาอาจจะกลับมาพร้อมความช่วยเหลือที่จะมอบให้กับเราอีกครั้งก็เป็นได้
• • •
แน่นอนว่าเงินเป็นส่วนหนึ่งของแรงจูงใจในการทำงานของ Gen-Y แต่เงินเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะซื้อใจให้คนกลุ่มนี้ทำงานกับเราไปได้ตลอด
และแม้จะดูว่าเด็กเหล่านี้น่าจะรับมือยาก แต่ถ้าเราเข้าใจและให้สิ่งที่ตรงกับความต้องการได้ หรือเราอาจจะพูดว่าหากซื้อใจกันได้ นั่นจะเป็นกุญแจดอกสำคัญจะทำให้เด็กเหล่านี้ค่อยๆ เปิดใจเตรียมพร้อมรับการเติบโตและเรียนรู้สิ่งที่ยากขึ้นได้ในภายหลัง ดังนั้นการได้รู้จักลักษณะนิสัยเหล่านี้ไว้ก่อนพอเป็นแนวทางจึงน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการรับมือให้ได้ดียิ่งขึ้นแน่นอน

Credit : INC Quity
Photo were selectively used with cc concerned from http://lovekokkhuan.blogspot.com





02 September 2014


Original version by " Evanescence "







My Immortal" is a song by American rock band Evanescence from their debut studio album Fallen (2003). It was released by Wind-up Records on December 8, 2003 as the third single from the album. The song was entirely written by guitarist Ben Moody, with the exception of the bridge, which was later written by lead singer Amy Lee, and it was produced by Dave Fortman. "My Immortal" was included on their EP release Mystary (2003) and on the demo album Origin (2000). The version originally from Origin was later included on Fallen. The single version of the song was called "band version" because of the additional band performing the bridge and final chorus of the song.


is a piano rock song written in slow and free tempo. Moody was rumored to have been inspired to write it after the death of his grandfather. Lyrically, it talks about "a spirit staying with you after its death and haunting you until you actually wish that the spirit were gone because it won't leave you alone."[1] Critical reception towards the song was positive, with critics complimenting its piano melody. In 2005 it received a nomination for Best Pop Performance by a Duo or Group with Vocals at the 47th Grammy Awards. The song was also commercially successful, peaking within the top ten in more than ten countries. It also peaked at number seven on the US Billboard Hot 100 and topped the charts in Canada, Greece and the US Adult Pop Songs chart. The single was certified gold in the US, and platinum in Australia.

An accompanying music video directed by David Mould was filmed entirely in black-and-white in Gothic Quarter, Barcelona on October 10, 2003. The video shows Lee sitting and singing on various locations, but never touching the ground. Shots of Moody are also shown but he is never together with his band or Lee. The video was nominated in the category for Best Rock Video at the 2004 MTV Video Music Awards. The song was performed by the band during their Fallen Tour and The Open Door Tour. It was also performed live during some of their television appearances and award ceremonies such as the Billboard Music Awards.



Lindsey's Exclusive Deluxe  Album featuring 
"My Immortal" 



Original Version by "Evanescence"






01 September 2014

ในที่สุด เมื่อทำอะไรไม่ได้  ทรุดกายลงนั่งอยู่ตรงนั้น  มองรอบกายด้วยใจนิ่ง  หายใจเข้าออกอย่างเป็นปกติ

ค่อย ๆ คิด ค่อย ๆ มองทางออก  ตอนนี้ยังไม่รู้จะลุกไปทางไหน  แต่ ฉันก็ไม่ร้อนรน ไม่ไขว่คว้าจนรู้สึกเหนื่อย ..  ฉันกำลังสร้าง กำลังใจเล็ก ๆ ในมุมมืดที่ยังหาทางไม่เจอ...  และสักวัน กำลังใจฉันจะต้องเติบใหญ่ ด้วยมีความอดทนช่วยหล่อเลี้ยง...

ความอดทนและกำลังใจ เล็ก ๆ จากตัวเอง...


การปล่อยให้ตัวเองได้อ่อนแอบ้าง  ไม่จำเป็นต้องเข้มแข็งตลอดเวลา  บางครั้งเวลาเรารั้งความเข้มแข็งเอาไว้  ความอ่อนแอมันจะมีกำลังแข็งแกร่ง  และทำร้ายเราได้ง่ายขึ้น


ในวันที่เราอ่อนแอ ยอมรับเถิดว่าเราอ่อนแอ  ไม่ต้องดันทุรังบอกว่า ตัวเองยังไหวอยู่  ในวันที่เรารู้สึกแพ้ ยอมรับเถิดว่าเราไม่ชนะ  ไม่ต้องหลอกตัวเอง เพื่อที่จะได้เป็นคนเข้มแข็ง  ความอ่อนแอไม่ได้น่ารังเกียจแต่อย่างใด


ถ้าเราทำดีที่สุดแล้ว  ก็หมายความว่า เราได้ใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่าแล้ว  ถ้าเราทำดีที่สุดแล้ว  ก็ไม่เห็นต้องเสียดายเวลาเลย  ถ้าเราทำดีที่สุดแล้ว  จะแพ้หรือชนะก็ไม่ใช่ความหมายใหญ่โตอะไร


ประเด็นคือ...เราเคยยอมรับบ้างไหม  ว่าเราก็เคยอ่อนแอ

โดย พระอาจารย์เผด็จ  ธรรมะ Delivery


ขอเกริ่นนำ ถึง Emotion มีความหมายว่า การเกิดการเคลื่อนไหว หรือภาวะที่ตื่นเต้น มันเป็นการยากที่จะบอกว่า อารมณ์คืออะไร แต่มีแนวคิดหนึ่ง ที่ให้ความเข้าใจได้ง่ายกล่าวไว้ว่า อารมณ์เป็นความรู้สึกภายในที่เร้า ให้บุคคลกระทำ หรือเปลี่ยนแปลงภายในตัว ของเขาเอง ซึ่งความรู้สึก เหล่านี้จะเป็นความรู้สึกที่พึงพอใจ ไม่พึงพอใจ หรือรวมกันทั้งสองกรณี อารมณ์เป็นสิ่งที่ไม่คงที่มีการแปรเปลี่ยน อยู่ตลอดเวลา

การใช้อารมณ์ เป็นผลเสียต่อตัวเอง ผู้ที่มีลักษณะที่จะล้มเหลว และมีแต่ความทุกข์ใจคือผู้ที่ยึดตัวเองเป็นหลัก ไม่ยอมรับฟังผู้อื่น การใช้อารมณ์ มาตัดสินคนอื่น 

ผู้ที่ยึดตัวเองเป็นหลัก คือผู้ที่หมดโอกาสเรียนรู้โดยแท้จริงแม้ใจอยากได้แต่สิ่งดีๆ แต่สิ่งดีๆก็เข้าไม่ถึงใจ
เพราะความกลัว ใจจึง ปิด ความคิด จึงไม่ก้าว” จมปลัก อคติ

ตรงกันข้าม 

“ผู้ที่มีลักษณะที่จะประสบความสำเร็จ และพบความสุขคือผู้ที่กล้าที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองผู้ที่กล้าที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองคือผู้ที่กล้าหาญที่จะรับฟังคำติมากกว่าคำชม คือ กล้า... ทั้งคนพวกนี้ยังจะมีความสุขในการใช้ชีวิตในสังคมอีกด้วย


Emotion (ตัดสินคนอื่น)

เราควรหลีกเลี่ยงการคิดแทนคนอื่น ไม่ว่าเราจะจริงใจอย่างไร เราก็ไม่ควรไปแนะนำคนอื่นให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้หากเขาไม่ร้องขอ เพราะความหวังดี จริงใจของเรามีไว้เพื่อช่วยเท่านั้น ไม่ใช่เพื่อชี้นำใคร ต้องระวังตัวเองให้ดีสำหรับเส้นขีดระหว่างความหวังดีกับการก้าวล่วงความคิดคนอื่น

อีกเรื่องคือการตัดสินผู้อื่น ไม่ว่าเราจะจริงใจ หวังดีแค่ไหน การกระทำความคิดใดๆของคนอื่น ก็เป็นสิทธิส่วนตัวของคนนั้น เหตุผล ความคิด ความหวังดีของเรา ไม่ว่าจะจริงใจแค่ไหนก็ไม่มีทางจะถูกต้องตรงกับผู้อื่น ไม่ว่าเราจะคิดว่าเรื่องนั้นดีหรือไม่ดี ก็เป็นเพียงมุมมองของเรา ซึ่งเราเองก็คงไม่อยากให้ใครมาตัดสินการกระทำ ความคิดของเราเช่นกัน




กรณีบางกรณี อาจจะเตือนสติเราได้ไม่มากก็น้อย เช่น : 

"เด็กชายเอ (นามสมมติ) ตั้งใจเรียน แต่ขาดเรียนเป็นประจำ หรือบางวันก็หายไปจากโรงเรียนตอนประมาณ 11.00 น. แล้วกลับมาอีกครั้งตอนบ่ายสอง ครูลงโทษที่เด็กชายเอ โดดเรียนด้วยการตี เพราะคิดว่าเด็กชายเอไม่ตั้งใจเรียน เพื่อนคนหนึ่งเห็นแอบไปเห็นเด็กชายเอที่หลังวัด ก็เก้บเอามาเล่าให้เพื่อนและครูฟังว่า "สงสัยเด็กชายเอ ต้องติดกาวแน่เลย ที่หายไปเพราะมัวแต่ไปแอบดมกาวอยู่"  แต่จะมีใครรู้บ้างว่า พ่อทิ้งเขาไป แม่เป็นอัมพาต ไม่เคยได้ทานอาหารเช้า เขาต้องรีบมาวัดเพื่อจะได้เก็บข้าวก้นบาตรหลังพระฉันเพลไม่งั้นแม่ครัวอาจจะเทอาหารที่เหลือให้สุนัขและแมว ไม่อยากให้ใครเห็นว่าหนีเรียนมา ห่อข้าวก้นบาตรได้แล้ว ก็รีบออกไปหาที่นั่งใต้ต้นไม้ทานหลังวัด และแบ่งไว้ให้แม่ได้ทานด้วย  เพราะครูสงสัย ครูจึงตามไปดู และพบกับความจริงของชีวิตเด็กชายเอ ก็เลยเกิดเป็นเรื่องวัลลี ..2 ..3 ..4 ...5 เด็กกตัญญู ในสื่อต่างๆมากมาย

ยังไม่ได้รับฟังเรื่องราวทั้งหมด ก็อย่าเพิ่งไปด่วนสรุปว่าเป็นอย่างไร หรือตัดสิน ดี-ชั่ว งาม-ไม่งาม เพราะภาพที่เห็น อาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดเสมอไป



ดังนั้น...

การตัดสินที่แย่ที่สุด คือ การตัดสินคนอื่นด้วยความรู้สึกของตัวเอง อย่าเก็บ "คำวิจารณ์" ของคนอื่นมาใส่ใจ เพราะมาตรฐานแต่ละคน แตกต่างกัน การที่จะทำให้ทุกคนพึงพอใจ มัน คือ ความพยายามที่ "เป็นไปไม่ได้"




19 August 2014


การที่เราจะคบหา หรือรู้จักใครสักคน ไม่ว่าจะในฐานะอะไรก็ตาม

สิ่งหนึ่งที่ควรท่อง ควรจำไว้อยู่เสมอก็คือ "คน" เป็นสิ่งมีชีวิต ที่มีทั้งด้านบวกและด้านลบ อยู่ในนั้น

อย่าตั้งใจกับคน 1 คนมากเกินไป
เพราะไม่มีใครอยากเป็นต้นเหตุของความล้มเหลว

อย่าคาดหวังกับ คน 1 คนมากเกินไป
เพราะไม่มีใครสามารถเป็นทุกอย่าง ที่ทุกคนอยากให้เป็น

อย่าให้เวลากับคน 1 คนมากเกินไป
เพราะไม่ว่าใครก็อยากมีช่วงเวลาของความเป็นส่วนตัว. . . คนเดียว ....

อย่าพยายามเปลี่ยนแปลงคน 1 คนมากเกินไป
เพราะนั่นจะทำให้เค้าไม่หลงเหลือความเป็นตัวของตัวเอง

อย่าควบคุมชีวิตคน 1 คนมากเกินไป
เพราะมนุษย์มักจะหาวิธีการแทรกตัว เพื่อออกมาจากกฎที่ถูกกำหนด

อย่าบีบบังคับคน 1 คนมากไปกว่านี้
เพราะถ้าคนๆนั้น หลุดจากภาวะบีบบังคับมาได้ คุณจะกลายเป็นคนที่ถูกหันหลังให้ในทันที

เธอ... ลองมองดูฉันดีๆ ฉันมีลมหายใจ ไม่ใช่ภาพวาด ที่จะสวยงามอยู่ตลอดเวลา ฉันเองก็เป็น " คน" เป็นสิ่งมีชีวิตที่มี 2 ด้าน... เช่นกัน

...อยากรู้จักใครสักคน ต้องหัดเรียนรู้ ไม่ใช่เปลี่ยนแปลง...

10 August 2014

“จิตสำนึกผิดชอบก็เหมือนดินสอ ที่ต้องเหลาให้แหลมคมอยู่เสมอ” 
“อย่าโยนความผิดให้คนอื่น  แต่จงรับผิดชอบชีวิตของตนในทุก ๆ ด้าน”


จิตสำนึก( ความรับผิดชอบส่วนตัว ) Personal accountability 

“In the long run, we shape our lives, and we shape ourselves. The process never ends until we die. And the choices we make are ultimately our own responsibility.” 

― Eleanor Roosevelt

คำนี้ไม่ได้แปลว่าความรับผิดชอบที่เกิดจากการได้รับมอบหมายหน้าที่เท่านั้น แต่ยังหมายถึงความรับผิดชอบอันเกิดจากจิตสำนึกทางด้านศีลธรรม, จริยธรรม, และ พรหมวิหารธรรมอีกด้วย.

พรหมวิหารธรรม  คือ ธรรมเป็นเครื่องอยู่ของผู้ใหญ่ มี  4 อย่าง
                   1.  เมตตา    ปรารถนาให้ผู้อื่นเป็นสุข
                   2.  กรุณา     ความสงสารคิดจะช่วยให้พ้นทุกข์
                   3.  มุทิตา     พลอยยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี
                   4.  อุเบกขา   ความวางเฉย  ไม่ดีใจ  ไม่เสียใจ  เมื่อผู้อื่นถึงความวิบัติ

คำว่า  พรหม  คือ ผู้ประเสริฐ  เข้าใจกันส่วนมาก  พรหมมีวิมานอยู่ส่วนหนึ่งต่างหากจากพวกเทพ  ไม่มีคู่ครองเหมือนพวกเทพ  อยู่เดียว  พวกพราหมณ์ถือว่าเป็นต้นวงศ์ของพวกเขา  ทางพุทธศาสนาก็มีเกี่ยวเรื่องพรหมอยู่หลายที่  ผู้บำเพ็ญตนได้ฌานสมาบัติก็ว่าตายไปเป็นพรหม  ส่วนใหญ่พระพุทธเจ้ามุ่งให้ทุกคนประพฤติธรรมที่จะทำให้เป็นพรหมมากกว่า

คำว่า  วิหารธรรม  คือ  ธรรมเป็นเครื่องอยู่  หมายถึง  เอาใจเข้าหาธรรมะ  หรือเอาธรรมะเข้ามาไว้ที่ใจพูดง่ายๆ ก็คือ  ทั้งเนื้อทั้งตัวมีธรรมะ เมื่อนำคำทั้งสองมารวมเข้ากันเป็น

พรหมวิหารธรรม  หมายถึง  ธรรมเป็นเครื่องอยู่ของผู้ใหญ่  มีธรรมเป็นเครื่องอยู่อย่างประเสริฐ  ผู้มีคุณธรรม  4 ข้อดังกล่าวมานี้  จะอยู่ในวัยไหนก็ตาม  เรียกว่าผู้ใหญ่ทั้งนั้น  โลกจะร่มเย็นดับยุคเข็ญได้ จะเว้นธรรมเหล่านี้เสียมิได้

สรรพสัตย์ทั้งหลายในโลกย่อมมีทั้งดีและไม่ดีคละเคล้าปะปนกันไป !!

"หลักธรรม"คำสอนของ"พระพุทธองค์"นั้นได้ชื่อว่าเป็นคำสอนอันประเสริฐสุด แล้วแต่ผู้ไดที่จะได้รับอานิสงค์ของการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบได้นั้นไม่ใช่ว่าใครๆก็จะได้รับไปทั้งหมดและสามารถทำได้ทั้งหมด

อยู่ที่"บุคคล"นั้นจะสามารถมี"ดวงตาเห็นธรรม"จริงแท้แค่ไหนต่างหากและจะสามารถนำคำสอนนั้นมาประพฤติ-ปฏิบัติได้ครบถ้วนไม่ตกหล่นทำอยู่เป็นอาจินต์เช่นนี้ได้ บุคคลนั้นก็จะเป็นผู้ที่รู้แจ้งเห็นจริงและพบหนทางเห็นการพ้นทุกข์ได้และถือว่าเป็น"คนดี"ในสังคมได้

สุดท้าย..สังคมจะดีได้ต้องอยู่ที่คนในสังคมนั้นต้องมี"คนดี"มากกว่า"คนไม่ดี"แล้วคนดีก็จะเป็น"ผู้นำ"พาสังคมนั้นไปสู่หนทางแห่งความสุข



By : Nuch-Cha Natnapatch


07 August 2014


One and Only - Adele





You've been on my mind
คุณอยู่ในใจของฉัน
I grow fonder every day
ความรักความลุ่มหลงมันเกิดขึ้นทุกวันเลย
Lose myself in time
สูญเสียความเป็นตัวเองเลยล่ะในเวลานั้น
Just thinking of your face
เพียงแค่คิดถึงหน้าของคุณ
God only knows why it's taken me so long to let my doubts go
พระเจ้ารู้แค่ว่าทำไมถึงปล่อยให้มันยาวนานเพียงเพราะต้องการให้ข้อสงสัยของฉันหายไป
You're the only one that I want
สิ่งที่ฉันต้องการคือคุณเท่านั้น

I don't know why I'm scared
ฉันไม่รู้ว่าทำไมฉันต้องกลัวด้วย
I've been here before
ฉันไม่เคยเป็นอย่างนี้มาก่อนเลย
Every feeling, every word
ทุกๆความรู้สึก ทุกๆคำ
I've imagined it all
ฉันคิดขึ้นมาทั้งหมด
You'll never know if you never try
คุณจะไม่รู้เลยถ้าคุณไม่ได้พยายามทำ
To forget your past and simply be mine
ลืมเรื่องราวในอดีตและคุณก็เป็นของฉัน

I dare you to let me be your, your one and only
ฉันกล้าที่จะให้ฉันเป็นของคุณ ของคุณคนเดียว ของคุณเท่านั้น
Promise I'm worth it
สัญญาสิ มันคุ้มค่ามากเลยนะ
To hold in your arms
โอบกอดฉันไว้
So come on and give me a chance
เข้ามาแล้วก็ให้โอกาสกับฉันนะ
To prove I am the one who can walk that mile
เพื่อพิสูจน์ว่าฉันสามารถเดินเป็นกิโลๆได้เลยล่ะ
Until the end starts
จนกระทั่งมันจบลง

If I've been on your mind
ถ้าฉันอยู่ในใจของคุณ
You hang on every word I say
คุณติดอยู่กับทุกๆคำ ฉันพูด
Lose yourself in time
คุณสูญเสียความเป็นตัวเองในวินาทีนั้นเลยล่ะ
At the mention of my name
ตอนที่กล่าวถึงชื่อฉันน่ะ
Will I ever know how it feels to hold you close
ฉันเคยรู้สึกแบบนี้เมื่อใกล้ชิดกับคุณ
And have you tell me whichever road I choose, you'll go?
และอยู่บนถนนที่คุณบอกให้ฉันเลือก คุณก็จะไป

I don't know why I'm scared
ฉันไม่รู้ทำฉันกลัว
'Cause I've been here before
เพราะฉันไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อนน่ะสิ
Every feeling, every word
ทุกความรู้สึก ทุกคำพูด
I've imagined it all
ฉันคิดขึ้นมาทั้งหมด
You'll never know if you never try
คุณจะไม่รู้เลยถ้าคุณไม่ได้พยายามทำ
To forget your past and simply be mine
ลืมเรื่องราวในอดีตที่ผ่านแล้วคุณก็เป็นของฉัน

I dare you to let me be your, your one and only
ฉันกล้าที่จะเป็นของคุณ ของคุณคนเดียว ของคุณเท่านั้น
I promise I'm worth it, mmm,
สัญญานะ ไม่คุ้มค่ามากๆ
To hold in your arms
โอบกอดฉันไว้
So come on and give me a chance
ให้โอกาสกับฉัน
To prove I am the one who can walk that mile
เพื่อพิสูจน์ว่าฉันสามารถเดินไปเป็นกิโลๆได้เลย
Until the end starts
จนกระทั่งมันจบลง

I know it ain't easy giving up your heart
ฉันรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายที่คุณจะยอมให้จับจองหัวใจ
I know it ain't easy giving up your heart
ฉันรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายที่คุณยอมให้จับจองหัวใจ
Nobody's pefect
ไม่มีใครเพอร์เฟคต์ขนาดนั้น
(I know it ain't easy giving up your heart),
Trust me I've learned it
ไว้ใจฉันให้ฉันได้เรียนรู้มัน
Nobody's pefect
ถึงจะไม่มีใครเพอร์เฟคต์ขนาดนั้น
(I know it ain't easy giving up your heart),
Trust me I've learned it
แต่ ไว้ใจให้ฉันได้เรียนรู้
Nobody's pefect
ไม่มีใครสมบูรณ์แบบหรอกนะ
(I know it ain't easy giving up your heart),
Trust me I've learned it
Nobody's pefect,
(I know it ain't easy giving up your heart),
Trust me I've learned it
ไว้ใจฉันให้ฉันได้เรียนรู้มัน หัวใจ

So I dare you to let me be your, your one and only
I promise I'm worth it,
To hold in your arms,
So come on and give me a chance,
To prove I am the one who can walk that mile,
Until the end starts,

Come on and give me a chance,
To prove I am the one who can walk that mile,
Until the end starts.

=========

...อ้างอิง http://sz4m.com/b2330462

04 August 2014

แล้ววันนึงของเราจะมาถึง..


จะพยายาม
จะเชื่อมั่น
จะไม่มีวันยอมแพ้




Nu-Cha Natnapatch

01 August 2014

ไปเจอเนื้อหาส่วนนึงในเวปผู้จัดการ ...ประทับใจมาก ขอนำมาให้เพื่อนๆลองอ่านดู ความเห็นแก่ตัวของมนุษย์..สะท้อนภาพในภาวะปัจจุบัน ( สะท้อนเรื่องทั่วไป ไม่ขออิงการเมือง)


มีชายคนหนึ่งเข้าเฝ้าพระเจ้า และถามพระองค์ว่า “พระองค์เจ้าข้า สวรรค์กับนรกนั้น ต่างกันอย่างไร ?” พระเจ้าตรัสตอบว่า “ตามเรามาดูกัน”
       
       เขาก็ไปเห็นห้องๆหนึ่ง ที่เป็น “นรก” ภายในห้องมีหม้อสตูเนื้อหอมฉุยน่ารับประทาน และมีชาวนรกมากมาย แต่ละคนหิวโหย หมองเศร้า ขาดความสามัคคีกัน ไม่รักกัน ทะเลาะกัน เขาก็นึกสงสาร และเมื่อเขาสังเกต ก็เห็นว่า สาเหตุก็คือ ชาวนรกแต่ละคนจะมี “ช้อน” สำหรับตักสตู แต่ช้อนของชาวนรกนั้น ยาวกว่าแขน ทำให้ตักสตูเข้าปากไม่ได้ จึงหิวโหย
       
       และเขาก็ได้ไปเห็นอีกห้องหนึ่ง ที่เป็น “สวรรค์” ภายในห้องก็มีหม้อสตูเนื้อหอมฉุยน่ารับประทานเช่นกัน และมีชาวสวรรค์มากมาย แต่ละคนอิ่มหนำสำราญ มีความสุข รักสามัคคีกัน ไม่ทะเลาะกัน เขาก็นึกชื่นชม และเมื่อเขาสังเกต ก็พบว่า ชาวสวรรค์แต่ละคนก็มี “ช้อน” สำหรับตักสตู และช้อนของชาวสวรรค์นั้น ก็ยาวกว่าแขนเช่นกัน ทำให้เขาแปลกใจมาก
       
       เขาจึงถามพระเจ้า “พระเจ้า ข้าพระองค์เห็นคนในนรกหิวโหย ก็เพราะช้อนยาวจนป้อนเข้าปากไม่ได้ ก็นึกว่า ชาวสวรรค์มีสิทธิพิเศษ มีช้อนที่สั้นเป็นปกติ แต่กลับพบว่า ช้อนของเขาก็ยาวเกินไปเหมือนกัน แล้วมันจะต่างกันตรงไหน ?”
       
       พระเจ้าตรัสตอบว่า “แน่ล่ะสิ มันต่างกัน เพราะคนบนสวรรค์ เขาเรียนรู้ที่จะ “ป้อน” ให้กันและกัน”
       
       ความแตกต่างระหว่างสวรรค์กับนรก ไม่ใช่เงื่อนไขที่ต่างกัน แต่จิตใจ และความคิดของคนในสังคมนั่นแหละ ที่จะทำให้สังคมนั้น เป็นนรก หรือ เป็นสวรรค์
       
       หากคนคิดเห็นแก่ตัว เรื่องความสุขในชีวิตก็เป็นเรื่องเห็นแก่ตัวเองฝ่ายเดียว เป้าหมายในชีวิตก็เป็นเรื่องเห็นแก่ตัวฝ่ายเดียว แต่ละคนเอาเรื่องประโยชน์ส่วนตัวเป็นหลัก ไม่สนใจผู้อื่น สังคมก็จะขาดความรัก และขาดความสุข
       
       แต่สังคมที่เห็นแก่ส่วนรวม เห็นแก่กันและกัน รักกัน สามัคคีกัน สังคมนั้นก็มีแต่ความสุข สันติ และความรัก และนำไปสู่สภาพสังคมที่มีพลัง และเศรษฐกิจก็จะดี


       
       มีหลักธรรมที่เตือนสติเราทุกคนอยู่ว่า “จงเข้าใจข้อนี้ คือว่าในสมัยจะสิ้นยุคนั้น จะเกิดเหตุการณ์กลียุค เพราะมนุษย์จะเห็นแก่ตัว เห็นแก่เงิน เย่อหยิ่ง ยโส ชอบด่าว่า ไม่เชื่อฟังคำบิดามารดา อกตัญญู ไร้ศีลธรรม ไร้มนุษยธรรม ไม่ให้อภัยกัน ใส่ร้ายกัน ไม่ยับยั้งชั่งใจ ดุร้าย เกลียดชังความดี ทรยศ มุทะลุ หัวสูง รักความสนุกยิ่งกว่ารักพระเจ้า ถือศาสนาแต่เปลือกนอก ส่วนแก่นแท้ของศาสนาเขาไม่ยอมรับ” ผมเห็นแล้วก็รู้สึกแตะต้องใจ และคิดว่า สำหรับสถานการณ์ในไทยในปัจจุบัน คงจะเป็นประโยชน์ไม่น้อยที่จะได้นำเสนอต่อท่านผู้อ่าน เพื่อให้เราคนไทยทุกคนระมัดระวังความคิดที่เห็นแก่ตนเองฝ่ายเดียว แตกแยกแบ่งก๊กแบ่งฝ่าย ล้วนแต่นำไปสู่ความสูญเสีย
       

Credit : Manager

28 July 2014

เพื่อนที่ดีหรือผู้ที่คอยแนะนำ ให้คำปรึกษา ชักจูงเราไปสู่สิ่งที่ดี ช่วยเหลือ สนับสนุน รวมทั้งคอยเกื้อหนุนเค้าจุนให้ชีวิตของเราดำเนินไปได้ด้วยดี ทำให้เราพบเจอแต่ความสุขความเจริญ คือ " เพื่อนแท้ "

แต่ก็มีอีกหลายคนที่คบเพื่อนไม่ดีก็มีชีวิตที่ตกต่ำเพราะเลือกที่จะอยู่หรือคลุกคลีกับคนไม่ดี  อยู่ในสังคมที่ไม่ดีหรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นแหล่งอโคจรนั่นเอง เพื่อนเหล่านี้จะมีแต่ความ อิจฉาริษยา ความเบียดเบียน เอารัดเอาเปรียบ  หรือความเห็นแก่ตัว

คำว่า เพื่อน ในชีวิต ของเรา เราว่า เราเจอมาหมดแล้ว ทั้ง กัลยาณมิตร ตามที่ว่า จนถึง " เพื่อนทียม" ศัตรูในร่างของมิตรที่แฝงมา มีแต่จุดประสงค์ ในการปอกลอก เห็นแก่ผลประโยชน์ นินทา ว่าร้าย

เราขอชื่นชม ยกย่อง เพื่อนกลุ่มนึง ที่เราตัดสินแล้ว ว่า บุคคลทั้งหลายนี้ คือ เพื่อนแท้ 

เพื่อนแท้ในที่นี้ มิอาจใช่ เพื่อนที่ตายแทนได้ ไม่ได้แบ่งเบาภาระอะไรเรา แต่ เพื่อนทั้งหลายที่เรายอกย่อง เป็นเพื่อนที่น่ารัก น่าเคารพในการตัดสินใจ เป็นปรึกษาที่ดี ไม่เพิกเฉย เมื่อเรามีความทุกข์ แบ่งปันความสุข ห่วงใย ให้อภัยเสมอ เมื่อเราพลั้งผิด อยู่ด้วยแล้วสบายใจ ถึงไม่อยู่ด้วยกัน เวลานึกถึงก็ทำให้เรายิ้มได้ แค่นี้ ก็มีความสุขแล้วนะ 



สามเกลอ Stand by


The Gang ชุดเล็ก




The Gang ชุดหย่าย


The Gang (ชุดน้อง)


ปล.แค่คิดถึงก็เป็นสุขใจ (ว่างๆ จะเอารูปมาอัพเดท)

By : Nuch-Cha Natnapatch